สร้างบุคลากรที่มีสุขภาพดีและมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น ด้วยการตรวจคัดกรองเชิงป้องกันและการบริหารจัดการโรคเชิงรุก
อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ในเอเชียสำหรับปี 2026 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 14% ซึ่งหมายความว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอาจเพิ่มเป็นสองเท่าทุก ๆ 5 ปี แม้องค์กรขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะลงทุนกับการตรวจคัดกรองสุขภาพเพื่อที่จะตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น แต่พวกเขายังขาดการมองเห็นผลกระทบที่แท้จริง ทั้งต่อสุขภาพของพนักงานและต่อผลประกอบการขององค์กร โปรแกรมตรวจสุขภาพแบบดั้งเดิมที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลเอกชนมักเป็นแพ็กเกจตรวจสุขภาพสำหรับผู้บริหารที่มีค่าใช้จ่ายสูง แต่กลับมีอัตราการเข้าร่วมเฉลี่ยเพียง 5% อีกทั้งไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกในระดับประชากร (Population-level Insights) และสิ้นสุดการบริการลงแค่การส่งมอบรายงานการตรวจโดยไม่มีการดูแลต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นายจ้างจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ที่มีมาตรการแทรกแซงเชิงรุกที่ให้ผลลัพธ์อย่างแท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงการเคลมค่ารักษาพยาบาลที่มีต้นทุนสูงในอนาคต
![Health Info Sheet cover [TH]](https://www.naluri.life/hs-fs/hubfs/Health%20Info%20Sheet%20cover%20%5BTH%5D.png?width=250&height=300&name=Health%20Info%20Sheet%20cover%20%5BTH%5D.png)
ดาวน์โหลดเอกสารข้อมูลนี้เพื่อค้นหาคำตอบว่า องค์กรชั้นนำกำลังเปลี่ยนการตรวจคัดกรองสุขภาพจากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดต้นทุนให้กลายมาเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างไร
- การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ที่ผสานข้อมูลการเคลมในอดีตเข้ากับปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อการวางแผนงบประมาณเชิงรุก แทนการรับมือกับวิกฤตแบบตั้งรับ
- แพ็กเกจที่คุ้มค่า โดยมุ่งเน้นตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญและตัดการตรวจที่ไม่จำเป็นออก ช่วยประหยัดงบประมาณที่สามารถนำไปลงทุนต่อได้ในมาตรการแทรกแซงที่ตรงจุด
- ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้ ผ่านการลดการขาดงาน (Absenteeism) ภาวะฝึนทำงาน (Presenteeism) และการลาออก
- กรณีศึกษา: บริษัทที่ให้บริการทางการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งสามารถเพิ่มอัตราการเข้าร่วมการตรวจสุขภาพเป็นมากกว่า 60% และลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังของพนักงานได้ถึงหนึ่งในสาม