Skip to content
นัลลูรี่1 min read

ทำไมโปรแกรมสุขภาวะของคุณถึงไม่ได้ผล (และต้องแก้ไขอย่างไร)

ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากยอมรับคือ บริษัทส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังใช้จ่ายเงินไปกับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะพนักงานมากกว่าที่เคย แต่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 14% ทุกปี ในขณะที่พนักงานมีสุขภาพแย่ลง มีความเครียดมากขึ้น และหมดไฟในการทำงานเร็วขึ้น

แล้วปัญหาอยู่ที่ตรงไหน?

หากคุณเป็นผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่กำลังมองดูงบประมาณสำหรับการส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานค่อย ๆ ลดลงไป โดยที่แทบไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาเลย คุณไม่ได้กำลังเผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง การส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานสามารถให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพได้จริง แต่โปรแกรมส่วนใหญ่กลับมีข้อบกพร่องตั้งแต่พื้นฐาน มาดูกันว่าทำไมแนวทางแบบดั้งเดิมจึงล้มเหลว และอะไรคือสิ่งที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

คุณเข้าถึงพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร? 

ปัญหาใหญ่ที่สุดของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะพนักงานส่วนใหญ่คือการเข้าร่วมของพนักงานเป็นไปโดยสมัครใจ ลองคิดดูว่าพนักงานกลุ่มใดที่มักจะสมัครใช้แอปสุขภาพของบริษัท หรือเข้าร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับสุขภาพของบริษัท ส่วนใหญ่พนักงานกลุ่มนี้มักเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ กินสลัดเป็นมื้อกลางวัน และจัดการความเครียดได้ดี ในขณะที่พนักงานกลุ่มที่มีภาวะเบาหวานที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย มีความวิตกกังวลในระดับรุนแรง หรือมีความดันโลหิตสูง กลับไม่ปรากฏว่าเข้าร่วมโปรแกรมเหล่านี้

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดมักมีอุปสรรคหลายประการ เช่น

  • พวกเขารู้สึกว่า (ตอนนี้) สุขภาพยังปกติดี และไม่คิดว่าตนเองต้องการความช่วยเหลือ
  • พวกเขากังวลว่า การยอมรับว่ามีปัญหาสุขภาพอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพของตนเอง
  • พวกเขารู้สึกว่ามีเรื่องต้องจัดการมากเกินไปอยู่แล้ว จนไม่สามารถเพิ่ม “อีกหนึ่งเรื่อง” เข้ามาในชีวิตได้อีก

ตัวเลขสะท้อนเรื่องราวได้อย่างชัดเจน งานวิจัยของ Naluri แสดงให้เห็นว่า พนักงานเพียง 5% ขององค์กรเป็นสาเหตุของการเคลมค่ารักษาพยาบาลมากถึง 50% แต่โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะแบบที่พนักงานเข้าร่วมโดยสมัครใจมักไม่สามารถเข้าถึงพนักงานจำนวน 5% ที่มีความสำคัญกลุ่มนี้ได้ จึงกลายเป็นว่าบริษัทใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการช่วยเหลือพนักงานที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วแทน

วิธีใดที่ได้ผลดีกว่า: การเข้าหาเชิงรุกโดยใช้ข้อมูลจากการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพื่อระบุตัวพนักงานที่มีความเสี่ยงสูงและเชิญชวนพวกเขาเข้าร่วมโปรแกรมโดยตรง แทนที่จะรอให้พนักงานที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานมาสมัครเข้าร่วมเอง บริษัทควรติดต่อไปหาพวกเขาโดยตรง เช่น “ผลการตรวจคัดกรองสุขภาพล่าสุดของคุณแสดงให้เห็นว่าคุณอาจได้รับประโยชน์จากการดูแลด้านโภชนาการ ให้เราช่วยประสานงานและติดต่อนักกำหนดอาหารให้คุณได้ไหม”

แนวทางที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายนี้ได้พลิกโฉมวิธีการแบบเดิม โดยทำให้บริษัทเป็นฝ่ายค้นหาและเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือโดยตรง แทนที่จะรอให้พวกเขาเข้ามาหาเอง

คุณวัดผลตอบแทนจากการลงทุนของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพพนักงานอย่างไร? 

โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะพนักงานส่วนใหญ่มักนำเสนอตัวเลขที่ดูน่าประทับใจ เช่น จำนวนการดาวน์โหลดแอป หรือจำนวนพนักงานที่เข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์เกี่ยวกับการจัดการความเครียด แต่สุดท้ายแล้วมีใครมีสุขภาพดีขึ้นจริงหรือไม่

การดาวน์โหลดแอปไม่ได้ช่วยลดความดันโลหิต และการเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ก็ไม่ได้ทำให้ภาวะก่อนเป็นเบาหวานกลับสู่ภาวะปกติ ตัวชี้วัดด้านกิจกรรมเหล่านี้เพียงแค่สร้างภาพลวงตาว่าโปรแกรมประสบความสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาสุขภาพที่แท้จริงยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ (และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น) 

ลองมาดูตัวอย่างจากเส้นทางของพนักงานคนหนึ่ง

ฮันนาเข้าร่วมเวิร์กช็อปด้านโภชนาการ เธอดาวน์โหลดแอปวางแผนมื้ออาหารตามที่ได้รับการแนะนำให้ใช้ จากนั้นเธอกลับไปทำงานที่มีความกดดันสูงซึ่งทำให้เธอไม่มีเวลาทำอาหารเอง เธอยังคงซื้ออาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ระหว่างทางกลับบ้านเพื่อกินเป็นมื้อเย็นเหมือนเดิม  อีก 2 ปีต่อมาภาวะก่อนเป็นเบาหวานของฮันนาได้กลายเป็นโรคเบาหวานไปในที่สุด

ในรายงานของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะ ฮันนาถูกนับว่าเป็น “ความสำเร็จ” เพราะเธอเข้าร่วมกิจกรรมและดาวน์โหลดแอป แต่ค่าใช้จ่ายจากการเคลมค่ารักษาพยาบาลของบริษัทกลับเพิ่มขึ้นหลายพันดอลลาร์ต่อปี

วิธีที่ได้ผลดีกว่า: การวัดผลลัพธ์ทางคลินิกที่สามารถคาดการณ์การประหยัดค่าใช้จ่ายได้จริง เช่น

  • พนักงานที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้กี่คน
  • มีพนักงานกี่เปอร์เซ็นต์ที่สามารถลดความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • คะแนนด้านสุขภาพจิตของพนักงานดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่

แพลตฟอร์มที่เน้นผลลัพธ์จริงด้านสุขภาพอย่าง Naluri สามารถแสดงให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมจำนวนมากถึง 81% มีการพัฒนาด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกอย่างน้อย 1 ด้านภายในระยะเวลา 3–4 เดือน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประเภทที่นำไปสู่การลดการเคลมค่ารักษาพยาบาลได้จริง

คุณปรับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะให้เหมาะกับพนักงานอย่างไร?

ลองจินตนาการว่าบริษัทนำเสนอทรัพยากรด้านสุขภาวะแบบเดียวกันให้กับทั้งพนักงานวัย 25 ปีที่กำลังมีความกังวลเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพ และพนักงานวัย 45 ปีที่ต้องดูแลโรคเบาหวานของตนเองไปพร้อม ๆ กับการดูแลพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงวัย นั่นคือสิ่งที่โปรแกรมสุขภาพส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน และเป็นเหตุผลที่ทำให้โปรแกรมเหล่านั้นล้มเหลว เนื่องจากพนักงานในองค์กรไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด อีกทั้งความต้องการด้านสุขภาพของพวกเขาก็แตกต่างกัน

  • พนักงานกลุ่มเจนซี (Gen Z) ต้องเผชิญกับความเครียดในช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนโซเชียลมีเดีย และทักษะชีวิตพื้นฐาน เช่น การตั้งขอบเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว พวกเขาต้องการการสนับสนุนพื้นฐานที่พนักงานรุ่นก่อนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
  • พนักงานกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennial) เป็นคนที่อยู่ในกลุ่ม “แซนด์วิชเจเนอเรชัน (Sandwich Generation)” ซึ่งต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ที่สูงวัย ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องพยายามที่จะก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพไปด้วย พวกเขามักประสบปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนัก ความเครียดด้านการเงิน และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวที่ตึงเครียดจากการต้องแบกรับภาระหลายด้านพร้อมกัน
  • พนักงานกลุ่มเจนเอ็กซ์ (Gen X) ต้องรับผิดชอบบทบาทผู้นำในองค์กร ขณะเดียวกันพวกเขาก็มีอายุที่มากขึ้นและเริ่มมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง พวกเขาจึงต้องการการดูแลและจัดการโรคเรื้อรังที่ไม่รบกวนภาระหน้าที่การทำงานที่หนักหน่วงของตน

วิธีที่ได้ผลดีกว่า: โปรแกรมที่ประเมินสถานการณ์ของแต่ละบุคคลและให้การสนับสนุนที่เหมาะกับบุคคลนั้น ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งหมายถึงการจับคู่พนักงานกับโค้ชที่มีความเข้าใจสถานการณ์เฉพาะของพวกเขา ให้คำแนะนำด้านโภชนาการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม (ไม่ใช่เพียงแค่การแปลแผนมื้ออาหารแบบตะวันตก) และช่วยจัดการกับปัจจัยความเครียดที่พวกเขาเผชิญในชีวิตประจำวันจริง ๆ 

คุณวัดผลสุขภาพของพนักงานอย่างไร?

องค์กรส่วนใหญ่มักมีข้อมูลสุขภาพของพนักงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบและไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ เช่น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีข้อมูลประชากรพนักงาน บริษัทประกันมีข้อมูลการเคลม ผู้ให้บริการโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานมีข้อมูลตัวชี้วัดการเข้าร่วมกิจกรรม และฝ่ายอาชีวอนามัยมีผลการตรวจคัดกรองสุขภาพ

หากไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ คุณก็จะพลาดรูปแบบหรือแนวโน้มสำคัญไป ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าพนักงานคนใดมีความเสี่ยงสูงที่สุด การลงทุนในโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะได้ผลจริงหรือไม่ หรือปัญหาสุขภาพกำลังก่อตัวขึ้นในจุดใดก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตที่มีค่าใช้จ่ายสูง

วิธีที่ได้ผลดีกว่า:  แพลตฟอร์มแบบบูรณาการที่เชื่อมต่อข้อมูลผลตรวจคัดกรองสุขภาพ ข้อมูลการเคลม และข้อมูลการมีส่วนร่วมของพนักงานเข้าด้วยกัน เพื่อระบุความเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤต โดยระบบ AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบข้อมูลแบบไม่ระบุตัวตนเพื่อค้นหาปัญหาที่เริ่มก่อตัวขึ้นได้ เช่น มีความเครียดด้านการเงินกำลังเพิ่มขึ้นในแผนกใดแผนกหนึ่งหรือไม่ หรือมีสัญญาณของภาวะหมดไฟกำลังเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้จัดการระดับกลางหรือไม่ 

การมองเห็นข้อมูลอย่างชัดเจนเช่นนี้ทำให้คุณสามารถดำเนินการเชิงรุกได้ แทนที่จะต้องรอแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว

โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะพนักงานที่มีประสิทธิภาพมีลักษณะเป็นอย่างไร?

โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะที่มีประสิทธิภาพมักมีลักษณะร่วมกันอยู่ 4 ประการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แนวทางการส่งเสริมสุขภาพแบบดั้งเดิมมักไม่มี ได้แก่

  • การสนับสนุนจริงโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูล
    โค้ชที่มีใบอนุญาตจะช่วยติดตามความก้าวหน้า พัฒนาทักษะ และสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เพียงการดูวิดีโอให้ความรู้ ซึ่งพนักงานดูเพียงครั้งเดียวแล้วก็ลืม
  • การเข้าถึงเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอให้พนักงานเข้ามาหาเอง
    มีการนำข้อมูลมาใช้ในการระบุตัวพนักงานที่มีความเสี่ยงสูงและเชิญชวนให้เข้าร่วมโปรแกรมโดยตรง แทนการประกาศเชิญชวนพนักงานทุกคนเข้าร่วมโปรแกรมแล้วได้ผู้เข้าร่วมที่ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
  • การปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ไม่ใช่เนื้อหาแบบทั่วไป
    ให้การสนับสนุนที่ออกแบบมาให้เหมาะกับสถานการณ์ ช่วงวัย วัฒนธรรม และความเสี่ยงด้านสุขภาพของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ไม่ใช่การดูแลทุกคนด้วยทรัพยากรแบบเดียว
  • การวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การติดตามกิจกรรม
    มีการพิสูจน์ผลลัพธ์ด้านสุขภาพและผลกระทบต่อค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แค่รายงานจำนวนคนที่ดาวน์โหลดแอป

การนำโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะที่ช่วยให้พนักงานพัฒนาสุขภาพของตนเอง (ทั้งด้านจิตใจและร่างกาย) มาใช้เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากคุณมองหาองค์ประกอบเหล่านี้ และผลลัพธ์ต่อธุรกิจก็ทวีคูณขึ้นด้วย โดยจะไม่ใช่แค่สุขภาพที่ดีขึ้นและค่าเคลมที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นจากการลดลงของการขาดงานและภาวะฝืนทำงาน (Presenteeism) โดยมีการประเมินว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในโปรแกรมสุขภาวะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 6 เท่า ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือคุณจะยังคงทำสิ่งที่สะดวกแต่ไม่ได้ผลต่อไป หรือจะมองหาโปรแกรมที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าได้ผลจริง

อ่านเอกสารไวท์เปเปอร์ของเราเรื่องเศรษฐศาสตร์รูปแบบใหม่ของสุขภาวะในสถานที่ทำงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด กรอบการประเมินผลตอบแทนการลงทุน (ROI) และคู่มือการประเมินผู้ให้บริการอย่างครบถ้วน

You may also like