อัตราการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะอยู่ที่ 14% ในปี 2026 และสำหรับธนาคารนั้น ปัญหานี้ยังรุนแรงขึ้นอีกจากแรงกดดันเฉพาะของธุรกิจ เช่น ภาวะหมดไฟจากเป้าหมายผลงานรายไตรมาส ความไม่แน่นอนขององค์กรจากการควบรวมและซื้อกิจการ พนักงานสาขาที่กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ และโครงสร้างสวัสดิการที่ให้สิทธิประโยชน์สูง แต่กลับทำให้พนักงานห่างไกลจากการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันโดยไม่ตั้งใจ ธนาคารส่วนใหญ่รับมือกับปัญหานี้ด้วยการใช้ผู้ให้บริการด้านสุขภาวะหลายรายซึ่งทำงานแยกส่วนกัน โครงการช่วยเหลือพนักงานที่มีอัตราการใช้บริการต่ำ และการตรวจสุขภาพประจำปีที่เข้าถึงพนักงานน้อยกว่า 10% ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีความหมาย สิ่งที่ตามมาคือปัญหาค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) จะไม่อนุมัติงบประมาณต่อไป หากไม่มีหลักฐานว่าการลงทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนจริง
.png?width=250&height=300&name=Banking%20industry%20cover%20(TH).png)
ดาวน์โหลดกรณีศึกษานี้ เพื่อดูว่าธนาคารชั้นนำในเอเชียกำลังปรับแนวคิดด้านการบริหารจัดการสุขภาพของพนักงานอย่างไร โดยใช้วิธีเหล่านี้
- การวิเคราะห์สุขภาพของประชากรพนักงาน ซึ่งช่วยให้ค้นพบปัญหาด้านวัฒนธรรมองค์กรที่ซ่อนอยู่ และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปรับค่านิยมของทั้งองค์กร
- การวิเคราะห์ข้อมูลการเคลมค่ารักษาพยาบาลระยะยาว ซึ่งเผยให้เห็นว่าพนักงานที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติถึง 10–12 เท่า ทำให้ประเด็นด้านสุขภาพของพนักงานเปลี่ยนจากเรื่องที่อยู่ในการดูแลของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ไปเป็นเรื่องที่ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินต้องให้ความสำคัญ
- การโค้ชเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านงาน (Transition Coaching) ซึ่งช่วยให้พนักงานมากกว่า 90% ที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างสามารถหาตำแหน่งงานใหม่ภายในองค์กรได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับค่าชดเชยการเลิกจ้าง อีกทั้งยังช่วยให้รักษาองค์ความรู้ขององค์กรเอาไว้ได้