ปรากฏการณ์การลาออกครั้งใหญ่ (The Great Resignation) เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า องค์กรต่าง ๆ กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพต่อความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มพนักงาน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความท้าทายนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอแบบดั้งเดิม เช่น ค่าตอบแทนที่แข่งขันกับตลาดได้และความมั่นคงในการทำงาน ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของพนักงาน
ในปัจจุบันนี้แรงงานรุ่นใหม่ต้องการองค์กรที่ให้การสนับสนุนด้านจิตใจ ร่างกาย และอารมณ์แก่พวกเขาอย่างจริงจัง จากข้อมูลของ World Economic Forum ความพยายามในการลงทุนด้านสุขภาวะเพิ่มขึ้นถึง 27% ตั้งแต่ปี 2020 เฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เพียงอย่างเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบางองค์กรได้เริ่มทบทวนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจิตของแรงงาน และให้ความสำคัญกับสุขภาวะของพนักงานในฐานะกลยุทธ์ทางธุรกิจ
นอกจากนี้ การสำรวจในปี 2016 โดยสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (The American Psychological Association หรือ APA) พบว่า พนักงาน 89% ขององค์กรที่มีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะมีแนวโน้มที่จะแนะนำองค์กรของตนว่าเป็นองค์กรที่น่าทำงานด้วย และส่งผลให้ 91% ของพนักงานกลุ่มนี้รู้สึกมีแรงจูงใจที่จะทำงานอย่างเต็มที่
โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะในองค์กรจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อถูกออกแบบให้ยึดความพึงพอใจและสุขภาวะของพนักงานเป็นหลัก แนวทางที่ยึดพนักงานเป็นศูนย์กลางนี้จะช่วยสร้างรากฐานของความพึงพอใจในการทำงาน ซึ่งมักนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) และประสิทธิภาพในการทำงานที่ดียิ่งขึ้น
องค์กรที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนได้รับการยอมรับในระดับโลก ไม่ใช่เพียงในด้านนวัตกรรมและความสำเร็จทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับว่ามีแนวทางปฏิบัติที่ดีเยี่ยมด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งรวมถึงโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะในองค์กรซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีและเน้นพนักงานเป็นศูนย์กลาง
IBM เป็นองค์กรเพียงแห่งเดียวในลิสต์นี้ที่มอบแรงจูงใจทางการเงินให้กับพนักงาน เพื่อส่งเสริมให้พนักงานเลือกดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น โดย IBM ได้มอบโปรแกรมระยะเวลา 12 สัปดาห์ จำนวน 4 โปรแกรมให้พนักงาน ซึ่งครอบคลุมด้านอาหารและโภชนาการ สุขภาพเด็กและครอบครัว สมรรถภาพทางกาย และการสร้างพลังแห่งการใช้ชีวิต (Personal Vitality)
จากข้อมูลของ IndustryWeek และ The Health Project โปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะในองค์กรของ IBM ดำเนินการในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด โดยมีพนักงาน 84% จากทั้งหมด 120,000 คน ลงทะเบียนเข้าร่วมอย่างน้อย 1 โปรแกรมในแต่ละปี แม้ว่าพนักงานกลุ่มนี้ประมาณครึ่งหนึ่งจะเข้าร่วมจนสิ้นสุดโปรแกรม แต่ IBM ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 191 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลา 3 ปี จากการที่พนักงานมีสุขภาวะและผลิตภาพที่ดีขึ้น รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเคลมประกันสุขภาพด้วย
EY มีประวัติผลงานอันโดดเด่นในการจัดเตรียมช่องทางที่ชัดเจนเพื่อให้พนักงานเข้าถึงความช่วยเหลือ โดยโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานและบริการการจัดการชีวิตแบบครบวงจรได้กลายมาเป็นสวัสดิการหลัก ที่ดูแลพนักงานและครอบครัวมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ตามข้อมูลของ Great Place to Work
องค์กรได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงการสนับสนุนและความช่วยเหลือได้อย่างสะดวกที่สุด เมื่อใดก็ตามที่มีความต้องการ โดยพนักงานของ EY สามารถใช้บริการสายด่วนและเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเข้าถึงบริการให้คำปรึกษา โซลูชันด้านการดูแลสุขภาพและสุขภาวะ แหล่งข้อมูลด้านการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ บริการช่วยจัดการเรื่องชีวิตประจำวันและการดูแลบ้าน รวมถึงการดูแลผู้อยู่ในอุปการะและการเดินทางส่วนตัว
แม้ว่าการให้พนักงานมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีแบบได้รับค่าจ้างจะเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขององค์กรส่วนใหญ่ แต่หลายแห่งยังคงมอบหมายให้พนักงานทำงานมากจนล้นมือเมื่อพวกเขากลับมาทำงานหลังลาหยุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะทำให้พนักงานรู้สึกลังเลที่จะลางาน และไม่สามารถผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ระหว่างวันหยุด เพราะมัวกังวลถึงภาระงานที่รออยู่หลังวันหยุดสิ้นสุด
Red Hat ได้แก้ปัญหานี้อย่างชาญฉลาดด้วยการมอบ “วันเติมพลัง” ให้กับพนักงาน ซึ่งเป็นวันหยุดพิเศษประจำไตรมาสที่เปิดโอกาสให้พนักงานตัดขาดจากโลกการทำงาน สามารถพักผ่อนและฟื้นฟูพลังให้ตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยให้พนักงาน “ปิดสวิตช์” ตนเองได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีประชุมหรืออีเมลค้างคาจำนวนมากรออยู่ในวันที่กลับมาทำงาน พูดง่าย ๆ ก็คือพวกเขาไม่จำเป็นต้อง “ตามเก็บงานย้อนหลัง” หรือ “ทำงานชดเชย” สำหรับวันที่พวกเขาไม่ได้ทำงานนั่นเอง
แคมปัสของ Google มีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะที่ครอบคลุมทุกด้านภายใต้ความร่วมมือกับ Premise Health จุดเด่นของโปรแกรมนี้คือมีบริการดูแลสุขภาพภายในพื้นที่ทำงาน ซึ่งรวมถึงการมีแพทย์ประจำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกระดูก (Chiropractors) กายภาพบำบัด และบริการนวด ตลอดจนการเข้าใช้ศูนย์ฟิตเนส คลาสออกกำลังกาย และบริการจักรยานส่วนกลางสำหรับใช้งานในชุมชน
พนักงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ตามความสนใจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคลาสทำอาหาร โปรแกรมฝึกเขียนโค้ด หรือการเรียนกีตาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ ภายในแคมปัสยังมีคาเฟ่และห้องครัวขนาดเล็ก ที่จัดเตรียมอาหารและของว่างที่มีคุณค่าทางโภชนาการไว้คอยบริการ
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องมือค้นหายังมอบสวัสดิการให้พนักงานสามารถขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาทางการเงินและใช้บริการวางแผนการเงินได้ด้วย อีกทั้งพนักงานยังได้รับชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น วันหยุดพักร้อน และวันหยุดเพื่อปฏิบัติงานอาสาสมัคร
Microsoft ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีชั้นนำ มีการจัดการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อการเลิกสูบบุหรี่ การบริหารจัดการน้ำหนัก และการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนงบประมาณสำหรับค่าสมาชิกฟิตเนสและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย พร้อมทั้งจัดคลาสเต้นซุมบ้า (Zumba) ให้พนักงานเข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
Microsoft ยังมีการจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองสุขภาพสำหรับพนักงานและคู่สมรส เพื่อเฝ้าระวังโรคทั่วไป เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน คอเลสเตอรอล และความดันโลหิต รวมถึงบริการตรวจแมมโมแกรม (Mammograms) และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ ภายในแคมปัสของ Microsoft ยังมีคลินิกที่ให้บริการในพื้นที่ พร้อมทั้งมีนักทัศนมาตรและเภสัชกรคอยดูแลอีกด้วย
โครงการช่วยเหลือพนักงาน Microsoft CARES มอบบริการให้คำปรึกษาแก่พนักงานและครอบครัวโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงบริการด้านการจัดการความเครียด และแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ นอกจากนี้ Microsoft ยังมีโปรแกรมพี่เลี้ยง (Mentorship) กลุ่มทรัพยากรพนักงาน (Employee Resource Group) เครือข่ายสัมพันธ์ และชมรมทางสังคมต่าง ๆ เพื่อสร้างชุมชนและความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกลุ่มพนักงานอีกด้วย
เมื่อคุณได้ทราบแล้วว่าองค์กรหลายแห่งกำลังดำเนินการได้อย่างถูกต้องและตรงจุดอย่างไรบ้าง คำถามถัดมาคือ คุณจะเริ่มต้นนำโปรแกรมสุขภาวะมาใช้เป็นแรงจูงใจเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพไว้กับองค์กรได้อย่างไร? แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้มีงบประมาณมากมายหรือมีศักยภาพในการทำโปรแกรมขนาดใหญ่ แต่การนำโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะที่เข้มแข็ง (และทำได้จริง) มาใช้เพื่อประโยชน์ของพนักงานนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน
จากข้อมูลของ Grand View Research ตลาดสุขภาวะองค์กรทั่วโลกมีมูลค่า 53.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 3.0% ในช่วงปี 2025 ถึง 2030 องค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักว่าสุขภาวะของพนักงานควรเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ และมีความตั้งใจที่จะลงทุนในโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าโปรแกรมสุขภาวะสำหรับองค์กรจะเป็นโซลูชันวิเศษที่แก้ปัญหาเรื่องบุคลากรได้ทั้งหมด แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นวิธีการดูแลพนักงานที่องค์กรมีอยู่ในปัจจุบัน และช่วยสร้างการบอกต่อในเชิงบวกเกี่ยวกับองค์กรของคุณ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับ “รั้งให้พนักงานอยู่ต่อ”
แน่นอนว่าการนำโปรแกรมสุขภาวะขององค์กรมาใช้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ในกรณีที่คุณมีทรัพยากรที่จำกัด คุณจะมีวิธีการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้เห็นผล?
หลายองค์กรต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าจะพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะขึ้นเองภายในองค์กร หรือจะร่วมมือกับผู้ให้บริการภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ แม้ว่าบางองค์กรจะประสบความสำเร็จในการบริหารโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะผ่านฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่หลายแห่งพบว่าการที่ต้องจัดการเรื่องสำคัญพร้อมกันหลายเรื่องและข้อจำกัดด้านศักยภาพอาจส่งผลต่อประสิทธิผลของโปรแกรม ดังนั้น การทำงานร่วมกับพันธมิตรภายนอกจึงช่วยนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและการมุ่งเน้นที่ตรงจุดมาใช้ ทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานและการมีส่วนร่วมของพนักงานจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
แม้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กรจะมีความตั้งใจดีในการดำเนินโปรแกรมเพียงใด แต่การขับเคลื่อนและสนับสนุนโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนในระยะยาว จึงควรยกให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมทักษะและได้รับการรับรองวิชาชีพโดยตรงเป็นผู้ดูแลจะดีกว่า
Naluri มีความพร้อมทั้งด้านความเชี่ยวชาญและทรัพยากร ซึ่งจะช่วยส่งเสริม เปิดตัว และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในระยะยาวให้กับโปรแกรมสุขภาวะขององค์กรของคุณ โดยโซลูชันด้านสุขภาวะสำหรับองค์กรของเราสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ เพื่อดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานทุกคน ไม่ว่าพนักงานจะมีความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับใดก็ตาม
โซลูชันของเราสามารถช่วยคุณออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะในองค์กรที่ครบวงจรและได้รับการสนับสนุนจากจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา พร้อมเครื่องมือดิจิทัลที่การแพทย์ยอมรับ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับพนักงานของคุณ โดยโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะองค์กรของเราพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ทางคลินิกให้เห็นจริงอย่างต่อเนื่องได้ภายใน 16 สัปดาห์ ผ่านการดูแลพนักงานทั้งในด้านการป้องกันและการรักษา
ตัวเลขที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกโซลูชันด้านสุขภาวะองค์กรของเรา
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ นี่คือตัวอย่างฟีเจอร์ที่เรามอบให้พนักงานของคุณ เพื่อช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้มากขึ้น
หากต้องการหารือเกี่ยวกับความต้องการเฉพาะด้านและปัญหาที่องค์กรของคุณกำลังเผชิญ สามารถติดต่อทีมงาน Naluri ได้ทันที ทั้งนี้ ระบบนิเวศด้านสุขภาพและสุขภาวะองค์กรของเราประกอบด้วยบริการที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน