---
title: "ส่องเทรนด์สุขภาพจิตปี 2024: เจน Z สุขภาพใจย่ำแย่กว่าคนเจนอื่น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย- นัลลูรี่"
description: การศึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิตที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มแรงงานในภูมิภาคเอเชีย เช่น ความเครียดจากการทำงาน, ปัญหาความวิตกกังวล, หรือภาวะซึมเศร้า ที่อาจเกิดจากวัฒนธรรม, ความคาดหวังในงาน, หรือสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน และวิธีที่องค์กรสามารถให้การช่วยเหลือพนักงานในด้านสุขภาพจิตเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนในองค์กรที่อยู่ด้วยกันหลากหลายเจนเนอเรชั่น
---

[ข่าว - นัลลูรี่ ](https://www.naluri.life/th/news)

# [ส่องเทรนด์สุขภาพจิตปี 2024: เจน Z สุขภาพใจย่ำแย่กว่าคนเจนอื่น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย- นัลลูรี่](https://www.naluri.life/th/news/2024-mental-health-asia-gen-z-most-at-risk)

 เขียนโดย [นัลลูรี่](https://www.naluri.life/th/news/author/naluri) - 20 ธ.ค. 2024, 4:51:00

ในปี 2025 คนรุ่นเจน Z (ผู้ที่เกิดในปี 1997-2012) จะ[มีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก](https://www.mckinsey.com/capabilities/growth-marketing-and-sales/our-insights/what-makes-asia-pacifics-generation-z-different) และ[เกือบ 30% ของแรงงานทั่วโลก](https://www.weforum.org/stories/2021/03/gen-z-unemployment-chart-global-comparisons/) ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มคนในรุ่นอื่น ๆ และในขณะเดียวกัน เจน Z กำลังเผชิญกับปัญหาความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต **โดยในกลุ่มนี้มีถึง 6 ใน 10 คนที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต** เช่น ความเครียดและภาวะซึมเศร้า ที่สูงกว่าคนเจนเนอเรชั่นอื่น ๆ 

สำหรับองค์กร ข้อเท็จจริงที่ว่าเจน Z กำลังเผชิญกับปัญหากับความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตมากกว่าคนในเจเนอเรชั่นอื่นนั้น ทำให้เห็นถึงการกลับมาให้ความสำคัญของนโยบายที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตของคนในองค์กร โดยนำความต้องการและลักษณะเฉพาะของแต่ละเจเนอเรชั่นมาร่วมพิจารณา เช่น การช่วยเหลือด้านความแตกต่างระหว่างเจน Z, มิลเลนเนียลส์, หรือเจเนอเรชั่น X เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีความกดดันและปัญหาสุขภาพจิตที่แตกต่างกัน

เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญวันสุขภาพจิตโลกปี 2024 เราได้เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมการประเมินสุขภาพจิตของ นัลลูรี่ เพื่อสำรวจแนวโน้มเหล่านี้และสถานการณ์สุขภาพจิตที่กำลังเปลี่ยนแปลงในเอเชีย การประเมินนี้ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับความก้าวหน้าของภูมิภาค ปัญหาที่ยังคงมีอยู่ และเป็นสิ่งที่องค์กรควรเข้ามาให้ความสนใจกับเรื่องนี้เพื่อให้สถานการณ์เหล่านี้ดีขึ้น

## มาตรการที่เริ่มเห็นผลเพื่อการพัฒนาต่อยอดในอนาคต และปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

นัลลูรี่ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 28,000 คนทั้งหมด 7 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และฮ่องกง โดยในปีนี้ ฮ่องกง ได้เข้าร่วมการสำรวจเป็นครั้งแรก เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศ[ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ความรุนแรง](https://www.reuters.com/world/china/mental-health-spotlight-hong-kong-after-violent-attacks-2023-06-27/)และ[ผลลัพธ์ของความพึงพอใจในชีวิตนักเรียนที่ลดลง](https://www.scmp.com/yp/discover/news/hong-kong/article/3281804/alarming-drop-hong-kong-pupils-life-satisfaction-sparks-mental-health-concerns) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตของประชากรในแต่ละประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม

นัลลูรี่ใช้แบบประเมินสุขภาพทางอารมณ์ EWA (Emotional Wellbeing Assessment) เป็นแบบประเมิณที่พัฒนาโดยบริษัท นัลลูรี่ เราพัฒนาแบบประเมินมาจาก GAD-7 (การประเมินความวิตกกังวลทั่วไป), PHQ-9 (การประเมินภาวะซึมเศร้า) และ DASS-21 (การประเมินความเครียด, วิตกกังวล, และภาวะซึมเศร้า) เพื่อให้การวัดผลเกี่ยวกับสุขภาพทางอารมณ์มีความครอบคลุมและแม่นยำมากยิ่งขึ้น แบบประเมิณนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และช่วยในการประเมินสุขภาพทางอารมณ์ได้อย่างถูกต้อง

การสำรวจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่าประชากรยังคงมีปัญหาด้านสุขภาพจิต แต่ยังมีสัญญาณที่ดีในบางส่วน โดยในปี 2024 พบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความเสี่ยงสูงกับปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งถือว่าดีขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปี 2023 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าโครงการที่เกี่ยวข้องสุขภาพจิตในที่ทำงาน สร้างผลลัพธ์ไปในทางที่ดี เพราะช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของคนในองค์กรและทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพจิต

ถึงแม้ว่าผลสำรวจออกมาว่าประชากรจะปรับตัวดีขึ้นในบางส่วน แต่ยังคงมีเรื่องที่ต้องได้รับการดูแล [โดยเฉพาะปัญหาภาวะหมดไฟจากการทำงาน (burnout)](https://www.weforum.org/stories/2024/06/asia-talent-trends-boost-workforce-productivity-and-wellbeing/) จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ซึ่งส่งผลเสียต่อองค์กรโดยรวมและอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลในอนาคต ในความเป็นจริง ผลลัพธ์จากผลกระทบด้านปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล คาดว่าน่าจะเกิดความเสียหายเพิ่มสูงขึ้นถึง [6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030](https://www.thelancet.com/journals/langlo/article/PIIS2214-109X(20)30432-0/fulltext)

องค์กรต้องหันมาตระหนักในการหาทางแก้ไขและช่วยเหลือพนักงานด้านสุขภาพจิต เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่างเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่หนักขึ้นในอนาคต

## ภาพรวมและแนวโน้มของปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

ปัญหาด้านสุขภาพจิตในแต่ละประเทศในเอเชียมีลักษณะและความรุนแรงที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีปัจจัยหลากหลาย ดังนั้น กลยุทธ์หรือวิธีการในการดูแลสุขภาพจิตในแต่ละที่ต้องได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์และปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการและลดปัญหาสุขภาพจิตในแต่ละบริบทได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

**จากผลสำรวจพบว่า**

- **ประเทศฟิลิปปินส์ (68%) ฮ่องกง (59%) และสิงคโปร์ (59%)** มีสัดส่วนของผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด
- **ในขณะที่ประเทศไทย (38%)** มีสัดส่วนของผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ (เช่น สภาพคล่องทางการเงิน หรือสถานการณ์เศรษฐกิจในแต่ละประเทศ) และค่านิยมทางวัฒนธรรม (เช่น ทัศนคติและพฤติกรรมที่มีอิทธิพลจากวัฒนธรรม) มีอิทธิพลอย่างมากต่อผลลัพธ์หรือสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตในแต่ละประเทศ การเข้าใจถึงปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบกลยุทธ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนพนักงานได้ตามบริบทของแต่ละประเทศ ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพจิตและการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเฉพาะขององค์กรและวัฒนธรรมในพื้นที่นั้น ๆ 

### ประเทศมาเลเซีย: การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤติเศรษฐกิจมีความสำคัญกับการตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพจิต  

ในประเทศมาเลเซีย **51% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจิต** ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญ **โดยอัตราความเสี่ยงสูงนี้ลดลง 11%** เมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการด้านสุขภาพจิตในประเทศ เช่น การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ช่วยให้ประชากรสามารถขอรับการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตได้สะดวกและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  

แม้ว่าจะมีการพัฒนาในการจัดการปัญหาสุขภาพจิตในมาเลเซีย แต่ก็ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ในเมืองหลวงที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งทำให้การรักษาความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ เยาวชนในมาเลเซียยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจเชิงบวกในด้านสุขภาพจิตสามารถอธิบายได้จาก [ยุทธศาสตร์ชาติ](https://www.who.int/westernpacific/news-room/feature-stories/item/strengthening-minds---malaysia-strengthens-efforts-to-enhance-the-mental-health-of-children-and-adolescents) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านสุขภาพจิตและการต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงการดูแลโดยใช้แพลตฟอร์มการปรึกษาทางโทรศัพท์และสายด่วน เช่น *Talian Kasih* ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลก็มีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาพจิตของประชาชนด้วย[แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ](https://www.mida.gov.my/mida-news/moving-towards-an-economic-recovery/) เช่น การจ้างงานและความมั่นคงทางการเมืองก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีขึ้นในประเทศ 

แม้จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีเกี่ยวกับความก้าวหน้าในด้านการปรับปรุงสุขภาพจิตในมาเลเซีย แต่ยังคงมีความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ความไม่สมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวเพิ่มความเครียดให้กับผู้คน นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ในมาเลเซียยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากสื่อสังคมออนไลน์ เช่น [การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์](https://themalaysianreserve.com/2024/08/02/cyber-bullying-in-malaysia-are-current-measures-enough/) ทำให้สุขภาพจิตของพวกเขาย่ำแย่ลงกว่าเดิม

### แม้ว่าชาวสิงคโปร์จะมีการพัฒนาในด้านการดูแลสุขภาพจิต แต่ปัญหาความเหนื่อยล้าจากการทำงานสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) ยังคงเป็นปัญหาในระดับประเทศ

ภาพรวมของสุขภาพจิตในสิงคโปร์มีความซับซ้อน **แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 59% มีความเสี่ยงสูงกับปัญหาสุขภาพจิต** แต่ก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่จำนวนมาก แต่ก็มีการพัฒนาในด้านการดูแลและการสนับสนุนเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้บ้าง

การพัฒนาด้านสุขภาพจิตในสิงคโปร์เป็นผลมาจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตในวัยทำงาน โครงการระดับประเทศอย่าง "Beyond the Label" ที่ส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับการเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต และการให้บริการดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น สายด่วนและการให้คำปรึกษาผ่านแชท นอกจากนี้ โครงการ "[Healthier SG](https://www.healthiersg.gov.sg/)" ของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและยังดูแลด้านสุขภาพจิตผ่านแผนสุขภาพส่วนบุคคลด้วย ซึ่งครอบคลุมการประเมินสุขภาพจิตสำหรับประชาชนทุกคนในสิงคโปร์

แม้ว่าสิงคโปร์จะการพัฒนาในการส่งเสริมสุขภาพจิต แต่ยังคงมี[ปัญหาที่สำคัญเกี่ยวกับความเหนื่อยล้าจากการทำงานสู่ภาวะหมดไฟ](https://hrmasia.com/burnout-crisis-deepens-in-singapore-workplaces/) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดงานที่สูง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความเปราะบางและอ่อนไหวง่ายเป็นพิเศษ ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินและสังคมที่คาดหวังว่าจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิต รวมถึงความการถูกกลั่นแกล้งทางไซเบอร์และการบูลลี่รูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้มักเกิดขึ้นเพราะ[ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเกินไป](https://www.channelnewsasia.com/singapore/youth-depression-anxiety-stress-social-media-body-image-cyberbullying-4617641) ทำให้สุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ยิ่งย่ำแย่ลง

### ชาวอินโดนีเซีย: มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่ประชากรบางส่วนก็ยังมีช่องว่างในการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพจิต

ประเทศอินโดนีเซียมีการพัฒนาอย่างมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะผลลัพธ์จากผู้ตอบแบบสอบถามจะมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจิตถึง 56% **แต่การพัฒนานี้แสดงให้เห็นว่าสุขภาพจิตดีขึ้นถึง 17%** เมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการต่างๆและความพยายามในการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตในประเทศนั้นได้ผลดีขึ้น 

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมสุขภาพจิตในที่ทำงานนั้นกำลังขยายตัว โดยการใช้ โปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (Employee Assistance Programs หรือ EAPs) ที่ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงกาดูแลด้านสุขภาพจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ การให้คำแนะนำและการบำบัดต่าง ๆ ในกรณีที่พนักงานเผชิญกับความเครียดหรือปัญหาทางจิตใจ โปรแกรมเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพนักงานสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่มีสุขภาพจิตดี

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดให้ [รัฐวิสาหกิจ (BUMNs)](https://finance-detik-com.translate.goog/berita-ekonomi-bisnis/d-7149495/erick-thohir-beri-jaminan-mental-health-ke-pegawai-bumn?_x_tr_sl=id&_x_tr_tl=en&_x_tr_hl=en&_x_tr_pto=sc) ต้องดำเนินการเกี่ยวกับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตในองค์กรของตนเอง เพื่อให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม โดยหลายองค์กรรัฐวิสาหกิจได้เริ่มนำโปรแกรมเหล่านี้มาใช้แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพจิตของพนักงานและความยั่งยืนขององค์กร

ความพยายามในการพัฒนาสุขภาพจิตในอินโดนีเซียมีหลายโครงการที่มุ่งเน้นทั้งการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมและการยุติการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อผู้ป่วยจิตเวช ตัวอย่างเช่น [โครงการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์](https://en.tempo.co/read/1924393/indonesia-intensifies-mental-health-training-for-public-health-centers) ที่มุ่งพัฒนาทักษะในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและให้ความรู้เกี่ยวกับการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตในระดับต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากรมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งยังมี [โครงการ "Indonesia Free from Pasung"](https://www.insideindonesia.org/editions/edition-141-jul-sep-2020/edition-141-jul-sep-2020-english/free-from-pasung-one-decade-on) มีเป้าหมายในการยกเลิกการใช้โซ่กับผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ทารุณและไม่เหมาะสมต่อผู้ที่ประสบปัญหาทางจิต โครงการนี้พยายามที่จะยกเลิกเรื่องดังกล่าวในระบบการดูแลสุขภาพจิตของประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสม  

แม้ว่าจะมีความพยายามในการพัฒนาในการดูแลสุขภาพจิตในอินโดนีเซีย แต่ยังคงมี**ความท้าทายหลายประการ**ที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังคงไปไม่ถึงเนื่องจากมี **อุปสรรคทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์** ที่ทำให้การจะนำแผนพัฒนาสุขภาพจิตเผยแพร่ไปยังพื้นที่ดังกล่าวเป็นเรื่องยากและมีค่าใช้จ่ายสูง

นอกจากนี้ **อคติทางวัฒนธรรม** ที่ฝังรากลึกในสังคมซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพจิตของคนในประเทศ นอกจากนี้หลายคนยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและอาจรู้สึกไม่สบายใจหรือกลัวที่จะเข้ารับการรักษา เพราะมองว่าการได้รับการรักษาเรื่องดังกล่าวเป็นการแสดงความอ่อนแอหรือเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดถึงในสังคม จึงเป็นเหตุผลทำให้บางคนไม่เข้าไปรับการรักษาหรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งส่งผลให้การดูผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องยากขึ้น

### ประเทศไทย: เป็นผู้นำในการพัฒนาและส่งเสริมสุขภาพจิต

ประเทศไทยมีอัตราผู้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยมีเพียง 38% ของผู้ตอบแบบประเมินสุชภาพจิต ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินการตามแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติ ที่มีวัตถุประสงค์ในการดูแลและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงการให้ความรู้เพิ่มเติมในโรงเรียนเพื่อสร้างความตระหนักรู้และช่วยสนับสนุนสุขภาพจิตของเยาวชนให้ดียิ่งขึ้น

ความสำเร็จในการพัฒนาสุขภาพจิตจากการดำเนินการตาม [แผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติ](https://www.researchgate.net/publication/376479587_Thailand's_mental_health_system_From_tradition_to_modernity) ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพจิตอย่างครบวงจรพร้อมทั้งดูแลในระยะยาว อีกทั้งมีการ **เน้นการดูแลเชิงป้องกัน** ที่ช่วยให้ประชากรในประเทศสามารถป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และการ **จัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการในโรงเรียน** ซึ่งช่วยให้เยาวชนมีความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง รวมทั้งสามารถรับรู้และเข้าใจปัญหาสุขภาพจิตได้ดีขึ้น  

นอกจากนี้ [ให้บริการแบบบูรณาการในศูนย์สุขภาพชุมชน เข้ากับระบบดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน](https://world.thaipbs.or.th/detail/silent-mental-health-crisis-stalks-thailand-amid-stigma-and-medical-shortages-/52606) ช่วยให้การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแยกจากการดูแลสุขอนามัยทั่วไป และการมี **อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน** ที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลสุขภาพจิตในระดับชุมชน ทำให้ประชากรในพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสในการเข้าถึงบริการต่างๆได้ดียิ่งขึ้น

แม้ว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบสุขภาพจิต แต่ยังคงมีอุปสรรคของการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตอยู่ เช่น **การขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพจิต** โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งทำให้การให้บริการดูแลสุขภาพจิตยังไม่ครอบคลุมและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชากรได้ทั้งหมดได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่อง **ความกดดันทางเศรษฐกิจ** เช่น ค่าครองชีพสูง หรือการขาดทรัพยากรที่เพียงพอในการดำเนินการด้านสุขภาพจิต ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงบริการยังไม่ทั่วถึง

นอกจากนี้ **อคติทางวัฒนธรรม** ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายคนยังไม่กล้าเข้ารับการรักษาหรือพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากความเชื่อทางสังคมที่อาจมองว่าการมีปัญหาทางสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่น่าอับอายหรือผิดปกติ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อ **สร้างระบบสุขภาพจิตที่ง่ายต่อการเข้าถึงได้** สำหรับทุกคนในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างการศึกษาด้านสุขภาพจิต หรือการพัฒนาโครงการต่างๆเพื่อดูแลสุขภาพจิต และสามารถตอบสนองทุกความต้องการของประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

### ชาวฟิลิปปินส์: มีอัตราเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย แต่มีศักยภาพในการสร้างให้ความรู้กับประชากรในช่วงที่ผ่านมา

ฟิลิปปินส์มีอัตราผู้เสี่ยงกับปัญหาสุขภาพจิตสูงถึง ร้อยละ 68% ในปี 2024 แแต่มีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2022 โดย**ลดลงถึง 14% **ปัจจัยที่มีผลต่อการลดความเสี่ยงนี้ ได้แก่ แคมเปญ #MentalHealthPH ที่มีการเพิ่มการตระหนักรู้และให้บริการคำปรึกษาทางโทรศัพท์ ซึ่งช่วยลดความเครียดและให้การสนับสนุนแก่ประชากรในฟิลิปปินส์

ปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสุขภาพจิตในฟิลิปปินส์ ได้แก่ **โครงการรณรงค์ [#MentalHealthPH](https://www.mhinnovation.net/organisations/mentalhealthph), ซึ่งเป็นความพยายามในการเพิ่มการเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและลดช่องว่างจากการขอความช่วยเหลือในเรื่องสุขภาพจิต โดยการดูแลประชากให้เข้าถึงบริการที่นี้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมี **บริการปรึกษาทางโทรศัพท์** ซึ่งช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์สามารถขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องออกไปพบผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตในสถานที่ต่างๆ และเป็นทางลัดในการช่วยให้เข้าถึงบริการได้อย่างมาก  **

อีกปัจจัยสำคัญคือ **โครงการสนับสนุนระดับรากหญ้า** ที่ช่วยส่งเสริมและสร้างทัศนคติที่ดีให้กับคนในประเทศว่าการขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สิ่งที่น่าหลีกเลี่ยงหรืออายเลย อีกทั้ง [การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม](https://pco.gov.ph/news_releases/pbbm-admin-remains-focused-on-reducing-poverty-by-2028-through-various-strategies-whole-of-society-approach/) ก็ช่วยลดความเครียดทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ทำให้ประชาชนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดปัญหาด้านสุขภาพจิตได้ในที่สุด 

แม้ว่าจะมีความพยายามในการพัฒนาบริการสุขภาพจิตในฟิลิปปินส์ แต่ **พื้นที่ห่างไกล ยังคงเผชิญกับ ช่องว่างในการให้บริการ** ซึ่งหมายความว่าคนในพื้นที่เหล่านี้ยังคงมี **การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่จำกัด เนื่องจากการขาดแคลน ผู้เชี่ยวชาญ** และการขาดนโยบายที่สนับสนุนให้ประชากรกลุ่มนี้ได้รับความรู้และบริการดังกล่าว

นอกจากนี้ **ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ** และ [ความไม่สงบทางการเมือง](https://eastasiaforum.org/2024/01/19/politics-and-press-under-pressure-in-the-philippines/) ยังคงส่งผลกระทบต่อระดับความเครียดของประชากร โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเปราะบาง เช่น ชาวรากหญ้า หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง การขาด **นโยบายสุขภาพจิตมาสนับสนุนและ การขาดแคลนบุคลากร** ที่มีความเชี่ยวชาญ จึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตในระดับท้องถิ่น

อีกทั้ง **ผลกระทบจากมลพิษ และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความเครียด และ สุขภาพจิต ของประชาชนอีกด้วย ซึ่งทำให้จำเป็นต้องมี การต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว** เพื่อที่จะจัดการกับปัญหานี้และเพื่อพัฒนาด้านบริการสุขภาพจิตให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น

### เวียดนาม: กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

เวียดนามยังคงประสบปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง **โดย 57% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงมีความเสี่ยงสูง** ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุปสรรคในการจัดการกับสุขภาพจิตที่ยังคงมีอยู่ แม้จะมีความพยายามพัฒนา แต่ก็ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่ในด้านการช่วยให้ประชากรเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตและการลดความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม

**โปรแกรมระดับชาติ** ที่มุ่งเน้นการ **ส่งเสริมสุขภาพจิตของเยาวชน** และการ **ป้องกันการฆ่าตัวตาย** กำลังได้รับความสนใจมากในเวียดนาม โดยมี **โครงการท้องถิ่น** เช่น การรณรงค์ "Open Up & Connect" โดย UNICEF เวียดนาม ซึ่งช่วยในการ เพิ่มความตระหนัก เกี่ยวกับสุขภาพจิตและ ส่งเสริมการสนับสนุน สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

โปรแกรมและการรณรงค์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการ เพิ่มการเข้าถึงบริการ การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตให้กับเยาวชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องเผชิญกับความเครียดและปัญหาชีวิตในวัยรุ่น เช่น การเผชิญกับแรงกดดันทางสังคมและการศึกษา ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตหรือ ภาวะซึมเศร้า และ การฆ่าตัวตาย โครงการดังกล่าวจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนัก และส่งเสริมให้ชาวเวียดนามเปิดใจ และเข้ารับการรักษาด้านจิตใจเมื่อพวกเขามีปัญหา

[การไม่มีนโยบายด้านสุขภาพจิต](https://link.springer.com/referenceworkentry/10.1007/978-3-030-57296-9_74) ที่ชัดเจนและ **การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต** เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตใน **พื้นที่ชนบท** นั้นเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ **ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่** เช่น [ผลกระทบจากมลพิษ](https://www.unicef.org/vietnam/stories/viet-nams-heavy-air-pollution-needs-stronger-action) ที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้ **ระดับความเครียด** ของประชากรสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงยิ่งขึ้น

สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นใน **การต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว** เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและในกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่อาจไม่ได้รับการดูแลที่ทั่าถึง ทั้งนี้เพื่อ **พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพจิต** และ **เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต** ในพื้นที่ดังกล่าว

### ฮ่องกงยังคงเผชิญกับความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพจิต โดยได้รับผลกระทบจากแรงกดดันทางสังคมและการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้สุขภาพจิตของประชากรแย่ลง

ในปีนี้ ฮ่องกงมีประชากรที่เสี่ยงสูงด้านสุขภาพจิตถึง 59% ซึ่งเกิดจากความเครียดจากปัญหาทางการเงินและปัญหาทางสังคมและการเมือง สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชากรในฮ่องกง ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาทางด้านจิตใจและอารมณ์

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ มีการดำเนินโครงการต่างๆ เช่นตั้ง [คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต](https://www.info.gov.hk/gia/general/202411/11/P2024111100202.htm#:~:text=Established%20in%20December%202017%2C%20the,as%20following%20up%20on%20and)ที่ผลักดันนโยบายที่มีความเข้มแข็งและครอบคลุม เพื่อให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาลและองค์กรต่างๆ รวมถึงโครงการ [Healthy Mind Pilot Project](https://www.info.gov.hk/gia/general/202408/15/P2024081400535.htm) ที่มุ่งหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประเมินสุขภาพจิตฟรี ซึ่งช่วยให้ประชาชนรับรู้และดูแลสุขภาพจิตของตัวเองได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มนำโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (EAPs) มาใช้ในที่ทำงานเพื่อช่วยลดความเครียดและดูแลสภาพจิตใจของพนักงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาพจิตโดยรวมของคนในองค์กรอีกด้วย

แม้ว่าจะมีความพยายามในการพัฒนานโยบายและโครงการด้านสุขภาพจิต แต่ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะใน[ด้านความเครียดทางการเงิน](https://www.wtwco.com/en-hk/news/2024/07/more-than-half-of-hong-kong-employees-are-struggling-or-at-risk-financially)ที่เกิดจากค่าครองชีพที่สูงและปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นภาระที่หลายคนต้องแบกรับ นอกจากนี้[เหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมและการเมือง](https://eastasiaforum.org/2024/01/22/hong-kongs-semi-democracy-continues-its-decay/)ยังคงสร้างความวิตกกังวลและสร้างความเครียดเรื้อรังให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และต้องพยายามที่จะยืนหยัดละสร้างความมั่นคงให้ชีวิตของตัวเอง ในขณะที่เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมเหล่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขาอย่างรุนแรง

## เจน Z (Generation Z) กำลังเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพจิตมากที่สุดในปัจจุบัน ในขณะชาวมิลเลนเนียลส์ (Millennials) ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

ในทุกประเทศที่ทำการสำรวจ เจน Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012) ถือ**เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางสุขภาพจิตสูงที่สุด โดยมี 66%** ของกลุ่มนี้ที่มีอาการเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต แม้ว่าจะมีการพัฒนาในด้านการดูแลสุขภาพจิตและมีความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ยังคงถือว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วนในการจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต

คนรุ่น Millennials (เกิดระหว่างปี 1981-1996) กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตในอัตราที่สูง โดยมีถึง 48% ที่พบว่ามีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ความเครียด, ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล ส่วนคนรุ่น Gen X (เกิดระหว่างปี 1965-1980) ดูเหมือนจะสามารถรับมือกับปัญหาด้านสุขภาพจิตได้ดีขึ้น โดยมีเพียง 28% ที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ซึ่งแสดงถึงความแตกต่างในลักษณะการรับมือกับปัญหาทางจิตใจระหว่างคนรุ่นที่มีช่วงอายุแตกต่างกัน โดยอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเครียดจากการทำงานหรือความกดดันจากชีวิตส่วนตัว

ด้านล่างนี้เป็นการแบ่งระดับความเสี่ยงทางสุขภาพจิตตามแต่ละรุ่นในแต่ละประเทศ: การวิเคราะห์และแสดงข้อมูลเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงที่แต่ละกลุ่มอายุหรือเจเนอเรชั่น

 

### ทำไมเจน Z จึงเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มเจเนอเรชั่นอื่น ๆ

เจน Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012) เผชิญกับความเครียดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตใน[ช่วงเริ่มต้นของวัยทำงาน](https://hr.asia/top-news/malaysia/gen-zs-are-pressured-overwhelmed-and-unhappy-at-work/) เช่น ความกดดันในการหางานหรือเริ่มต้นอาชีพ รวมถึงความคาดหวังจากสังคมในด้านต่างๆ เช่น ความสำเร็จทางการเงิน หรือความคาดหวังที่สูงในการบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลที่ไม่หยุดนิ่งและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ยังทำให้เกิดความเครียดจากการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น หรือการรับแรงกดดันจากการแสดงตัวตนในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเจน Z 

ในโลกดิจิทัลและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในชีวิตประจำวันสามารถเพิ่มความเครียดให้กับผู้ใช้ได้ เนื่องจากมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์และการติดต่อผ่านออนไลน์กันตลอดเวลา ทำให้ไม่มีการแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว สิ่งนี้สามารถส่งผลกระทบต่อการรักษาสมดุลชีวิตการทำงาน ทำให้คนรู้สึกเหนื่อยล้าและเครียดมากขึ้น การทำงานที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีออกมาอย่างรวดเร็วและการโอ้อวดจากในโลกออนไลน์ตลอดเวลาจะส่งผลให้ความเคารพตัวเอง (self-respect) และสุขภาพจิตเสียหายได้ เพราะขาดการพักผ่อนและฟื้นฟูทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจ  

ความไม่มั่นคงทางการเงินก็เป็นปัจจัยที่สร้างความเครียดให้กับคนรุ่นเจน Z เพราะต้องการสร้างฐานะและความมั่นคงทางการเงิน แต่เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ คนรุ่นเจน Z ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในหลายๆ ด้าน เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัย การศึกษา และการดูแลสุขภาพ ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกถึงความไม่แน่นอนในชีวิตในขณะที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ การที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเงินเหล่านี้ทำให้คนรุ่นเจน Z รู้สึกถึงความท้าทายและอาจทำให้มองไม่เห็นความก้าวหน้าในชีวิตและรู้สึกว่าความสำเร็จเป็นเรื่องที่ยากเกินจะเอื้อม 

### ชาวมิลเลนเนียลส์: เจนเนอเรชั่นแห่งการเป็นเดอะแบก ที่ต้องแบกรับดูแลทั้งลูกเล็กและพ่อแม่สูงวัย

ชาวมิลเลนเนียลส์ต้องรับมือกับภาระทางการงานและครอบครัวพร้อมๆกัน เช่น การเลี้ยงดูลูกและดูแลพ่อแม่ที่สูงวัย ซึ่งทำให้เกิดความเครียดจากการจัดสรรเวลาและพลังงานในการรับผิดชอบทั้งสองด้าน แม้จะก้าวหน้าในอาชีพการงาน แต่ก็ยังประสบปัญหาด้านการเงินด้วย ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความเครียดที่สูง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขา

ชาวมิลเลนเนียลส์ ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนในการหาสมดุลระหว่างการสร้างอาชีพและการรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น การเลี้ยงดูลูกเล็กและการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุ ความรับผิดชอบเหล่านี้ทำให้พวกเขาต้องรับภาระที่มากขึ้นในขณะที่พยายามสร้างความมั่นคงทางการเงินและชีวิตที่ดีในยุคที่มีเศรษฐกิจและสังคมมีความไม่แน่นอน การหาสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่โดยรวมของชาวมิลเลนเนียลส์ในปัจจุบัน

ชาวมิลเลนเนียลส์ในเอเชียกำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงิน โดยมีปัจจัยหลายประการที่สร้างแรงกดดันในชีวิต เช่น [ค่าครองชีพที่สูงขึ้น](https://www.sjp.asia/sg/discover/research/a-generation-under-pressure-asias-sandwich-class), หนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ, และเงินเดือนที่ไม่ได้ปรับเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังมีความไม่มั่นคงในสถานการณ์การทำงาน เช่น สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เสถียรและความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ซึ่งส่งผลต่อความเครียดและสุขภาพจิตของพวกเขา เนื่องจากต้องรับมือกับการวางแผนทางการเงินในระยะยาวและการรักษาความมั่นคงทั้งในด้านการงาน[และชีวิตส่วนตัว](https://cityperspectives.smu.edu.sg/article/socioeconomic-divide-why-job-insecurity-hardest-poorest-and-what-governments-can-do-change)

สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำ ความกดดันที่มาพร้อมกับบทบาทเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากพวกเขาต้องรับผิดชอบทั้งการตัดสินใจที่สำคัญในองค์กรและการดูแลทีมงาน พร้อมทั้งต้องจัดการกับความคาดหวังสูงจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและอาชีพของพวกเขา เนื่องจากต้องหาสมดุลระหว่างงานที่มีความสำคัญและชีวิตส่วนตัวที่ต้องดูแล ซึ่งอาจเพิ่มระดับความเครียดและทำให้เกิดความท้าทายในการรักษาสุขภาพจิตที่ดี

## ส่งเสริมสุขภาพจิตของพนักงานในสถานที่ทำงาน

องค์กรต่างๆมีส่วนในความรับผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพจิตที่ดีของพนักงาน โดยการส่งเสริมพื้นที่ปลอดภัยทางด้านจิตใจในที่ทำงาน เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม นายจ้างยังต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลายด้าน เช่น การช่วยพนักงานจัดการกับน้ำหนักที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต, การควบคุมอารมณ์ในที่ทำงาน, และการจัดสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีในองค์กร

### ปัญหาส่วนบุคคลที่พบบ่อย

- การจัดการน้ำหนักและสุขภาพโดยรวม
- การพัฒนาทักษะในการควบคุมอารมณ์
- การเอาชนะปัญหาและการสร้างความมั่นใจในตัวเอง

 

### ปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่พบบ่อย

- ปัญหาในความสัมพันธ์เรื่องความรัก
- ปัญหาในเรื่องครอบครัว

 

### ปัญหาที่ทำงานที่พบบ่อย

- การหาสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว และการหลีกเลี่ยงการหมดไฟในการทำงาน
- การรับมือกับความไม่ก้าวหน้าทางอาชีพ
- การจัดการปัญหาเรื่องแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
- การจัดการความขัดแย้งในที่ทำงาน

ปัญหาต่างๆที่พนักงานต้องเผชิญในการจัดการความเครียดและภาระต่างๆ ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ ได้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพทางกาย สุขภาพใจ และอารมณ์ นั้นล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของพนักงานในที่ทำงานและนอกที่ทำงานทั้งสิ้น เมื่อพนักงานเผชิญกับความเครียดจากเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว การหาความสมดุลระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวจึงทำได้ยากขึ้น การดูแลสุขภาพจิตที่ดีจึงมีความสำคัญในการดูแลทั้งสามด้าน เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การลดความเสี่ยงจากการขาดงาน และการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพนักงาน

แล้วบริษัทสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและสนับสนุนพนักงานในการเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ได้โดยการใช้เทคนิคใด?

## ชวนมารู้จักการใช้เทคนิค Influence Model เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในองค์กร

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและพฤติกรรมของพนักงานเพื่อใส่ใจกับสุขภาพจิตอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่การสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมายสามารถทำได้ หากองค์กรสามารถนำแผนการมารับมือกับเรื่องดังกล่าว โดยการใช้ [โมเดลที่ทรงอิทธิพลของ McKinsey](https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/the-four-building-blocks--of-change)  ซึ่งกำหนดสี่ขั้นตอนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจและสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงาน ขั้นตอนเหล่านี้ได้แก่:

<https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/the-four-building-blocks--of-change>

- **การเป็นแบบอย่าง**: ผู้นำหรือผู้บริหารควรแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพจิตโดยการดูแลตัวเองและส่งเสริมการดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงาน เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเห็นความสำคัญและปฏิบัติตาม
- **การสร้างความเข้าใจ**: สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตให้กับพนักงานและผู้บริหาร เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญและผลกระทบของปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
- **การพัฒนาศักยภาพ**: การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะในการจัดการความเครียด การสื่อสารที่ดี และการสนับสนุนสุขภาพจิต ทั้งในระดับบุคคลและทีม
- **การเสริมสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านนโยบายและระบบความรับผิดชอบ**: การจัดตั้งนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสนับสนุนสุขภาพจิตและการมีระบบที่โปร่งใสในการติดตามผล เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจและมีมาตรการที่สามารถปฏิบัติตามได้

การทำเช่นนี้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในด้านสุขภาพจิตในที่ทำงาน ทั้งในเชิงการพัฒนาแนวทางการดูแลและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิตของพนักงานทุกคน

## แนวทางที่คนในองค์กรสามารถทำร่วมกันได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีด้านสุขภาพจิตในระยะยาว

ปี 2024 เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับองค์กรต่างๆในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากการนำกลยุทธ์ที่เน้นการดูแลสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานมาใช้นี้ จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านการลดปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการขาดงานหรือการลาหยุดเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการหมดไฟจากการทำงาน ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมและต้นทุนขององค์กรในระยะยาว

การลงทุนเพื่อดูแลสุขภาพจิตของพนักงานไม่เพียงแต่ช่วยให้พนักงานมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น แต่ยังสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจในการทำงานและความจงรักภักดีต่อองค์กร ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสำเร็จกับธุรกิจของคุณได้ในระยะยาว

หากคุณต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อช่วยในช่วยดูแลและกำหนดกลยุทธ์ด้านสุขภาพจิตสำหรับพนักงานในองค์กรของคุณ [คุณสามารถอ่านรายงานสถานการณ์สุขภาพจิตในที่ทำงานปี 2024](https://www.naluri.life/news-and-reports/2024-employee-mental-health-asia-report?hsLang=th) ของเรา รายงานนี้จะให้ข้อมูลที่ประโยชน์เกี่ยวกับแนวโน้มและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตในที่ทำงาน รวมถึงวิธีที่นายจ้างสามารถรับมือและส่งเสริมสุขภาพจิตของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้คุณสามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

[ดูโพสต์ฉบับเต็ม](https://www.naluri.life/th/news/2024-mental-health-asia-gen-z-most-at-risk)

```json
{
  "@context" : "http://schema.org",
  "@type" : "BlogPosting",
  "author" : {
    "@type" : "Person",
    "name" : "นัลลูรี่"
  },
  "dateModified" : "2025-02-04T06:34:10.949Z",
  "datePublished" : "2024-12-20T04:51:00Z",
  "headline" : "สถานการณ์สุขภาพจิตในเอเชียปี 2024: เจน Z มากกว่าครึ่งในเอเชียกำลังมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่",
  "image" : {
    "@type" : "ImageObject",
    "height" : 924,
    "url" : "https://3801355.fs1.hubspotusercontent-na1.net/hubfs/3801355/WMHD%20Article%20-%20Thumbnail.png",
    "width" : 2048
  },
  "mainEntityOfPage" : "https://www.naluri.life/th/news/2024-mental-health-asia-gen-z-most-at-risk",
  "publisher" : {
    "@type" : "Organization",
    "logo" : {
      "@type" : "ImageObject",
      "height" : 60,
      "url" : "/hs/hsstatic/content_shared_assets/static-1.4092/img/default-amp-logo.png",
      "width" : 60
    },
    "name" : "ข่าว"
  }
}
```